............................................................................................................................................................  
 

การฟิตนะฮฺ ร้ายแรงยิ่งกว่า การทำลาย
        
 เมื่อเรามองย้อนไปในประวัติศาสตร์สมัยท่านศาสนทูตมุฮัมมัด (ซ็อลฯ)  เมื่อ 1,400 ปี เราสามารถเรียนรู้ได้จากวจนะของท่านศาสนทูตมุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ที่ได้กล่าวไว้ในเรื่องนี้ว่า
          " ผู้นินทาผู้อื่นนั้น จะไม่ได้เข้าสวรรค์"
          พี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย อิสลามเป็นศาสนาที่สอนให้มนุษย์ดำเนินชีวิตในหนทางที่ถูกต้องและประสบผลสำเร็จทั้งโลกนี้และปรโลก การที่อัลลอฮฺ (ซบุฮาฯ) ทรงให้มนุษย์มีอวัยวะครบ 32 ก็นับว่ามนุษย์จะต้องรับผิดชอบในการใช้อวัยวะนั้นๆ เช่น เรามีตาใช้มองสิ่งต่างๆ นั้น เราควรใช้ตามองในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เรามีปากจะ

 

ต้องพูดแต่สิ่งที่ดีมีโประโยชน์ ไม่พูดในสิ่งที่เดือดรอนแก่ผู้อื่น ซึ่งท่านศาสนทูต ได้กล่าวไว้ว่า " ผู้ใดรับรองให้แก่ฉัน ซึ่งสิ่งที่อยู่ระหว่างขากรรไกรทั้งสอง (ลิ้น) และสิ่งที่อยู่ระหว่างขาทั้งสอง (อวัยวะเพศ) ฉันก็จะรับรองสวนสวรรค์ให้แก่เขา " (บันทึกโดย บุคอรี,มุสลิม)
          ในเรื่องการใช้คำพูดต้องระมัดระวังคำพูดของเรา การที่เราชมผู้อื่นนั้นเป็นสิ่งที่ดี ตรงกันข้ามถ้ากล่าวว่าผู้อื่นถึงแม้จะเป็นจริงเท่ากับเป็นการประณาม และถ้าเป็นผู้อื่นโดยเจ้าตัวไม่ได้อยู่ด้วยเรียกว่าเป็นการนินทา  เพราะมนุษย์ทุกคนมีความหวงแหนและไม่พอใจในคำกล่าวร้ายป้ายสีหรือการนินทา ซึ่งท่านศาสนทูตได้กล่าวว่า " มุสลิมทุกคนนั้น เลือดเนื้อของเขา ศักดิ์ศรีของเขา และทรัพย์สินของเขานั้นล้วนเป็นที่ต้องห้าม (หะรอม) จะล่วงละเมิดมิได้ " (บันทึกโดย มุสลิมและอัตติรมีซี)  ฉะนั้น เราพึงต้องระวังคำพูด ไม่นินทาใสร้ายป้ายสีใคร ทำให้เกิดความเสื่อมเสีย ซึ่งท่านศาสนทูตได้วางแนวทางปฏิบัติแก่พวกเราไว้ว่า
          "ผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) และวันปรโลกแล้ว จงพูดแต่สิ่งที่ดีหรือไม่ก็นิ่งเสีย "  (บันทึกโดยบุคอรีและมุสลิม)
          การพูดถึงผู้อื่นในแง่ไม่ดีหรือการซุบซิบนินทากันไม่ได้เกิดประโยชน์แก่ผู้ใดเลย แต่กลับเสียทั้งเวลา ก่อนให้เกิดความบาดหมางและที่สำคัญทำให้ผู้ที่ซุบซิบนินทาต้องได้รับโทษจากอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) อีกด้วย  ดังพระดำรัสของอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ตรัสไว้มีความว่า " ความวิบัติจงประสบแก่ทุกคนที่นินทา (ให้ร้ายป้ายสี)"  (อัลฮุมมะซะฮ อายะฮฺที่ 1)  และพระดำรัสของพระองค์ได้ตรัสไว้มีความว่า " บรรดาผู้ที่ให้ร้ายแกบรรดาชายผู้ศรัทธาและบรรดาหญิงผู้ศรัทธาทั้งๆ ที่พวกเขาเหล่านั้นมิได้กระทำผิด ดังนั้นแน่นอน พวกเขาได้แบการโกหกไว้ และนี่เป็นความผิดอันชัดแจ้ง"  (อัลอะหฺซบ อายะฮฺที่ 58)
          หนทางที่จะป้องกันสำหรับผู้ศรัทธาที่ไม่ให้สังคมเกิดความวุ่นวายอันเกิดจากการกระทำของผู้ที่ชอบให้ร้ายป้ายสีผู้อื่นนั้น พระดำรัสของพระองค์อัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ได้ตรัสไว้ความว่า "เละเจ้าจงอย่าปฏิบัติตามทุกคนที่เป็นนักสาบานที่ต่ำช้า ผู้นินทาตระเวนใส่ร้ายผู้อื่น" (อัลกอ ลัม อายะฮฺที่ 10-11)
          ถ้าทุกคนไม่เชื่อ ผู้ที่ชอบสบถสาบานอยู่เป็นนิจ ผู้ที่ชอบพูดลับหลัง ผู้ที่ชอบให้ร้ายป้ายสีผู้อื่น การกระทำของบุคคลเหล่านี้ก็จะไม่มีผลในการทำลายผู้อื่น นอกจากเป็นการทำลายตัวเองเท่านั้น  ดังนั้นก่อนที่เราจะเชื่ออะไร มีที่มาของข่าวสารอย่างไร
? ควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพราะเรื่องของข่าวและคำบอกกล่าวพอจะแบ่งเป็นลำดับได้ดังนี้
          1.  การพิจารณาข่าวสาร จากพระดำรัสของอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ตรัสไว้มีความว่า "ผู้ศรัทธาทั้งหลาย เมื่อมีคนเลวนำข่าวใดมาแจ้งแก่พวกเจ้า พวกเจ้าจงสืบให้ชัดเจนเสียก่อน พวกเจ้าอาจทำให้คนกลุ่มหนึ่งต้องประสบภัยอันตรายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อันทำให้พวกเจ้าต้องเสียใจในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำลงไป" (อัลฮุจญรอต อายะฮฺที่ 6)  และจากวจนะของท่านศาสนทูตได้กล่าวไว้ว่าสี่ประการต่อไปนี้ ใครมีครบทั้งสีประการถือว่าเขาเป็นผู้กลับกลอกตัวจริง ส่วนใครมีเพียงประการเดียวถือว่าเขามีสภาพกลับกลอกอยู่ในตัวเขา จนกว่าเขาจะละเว้นเสีย นั่นคือ
               1.1  เมื่อเขาพูด เขาก็โกหก
               1.2  เมื่อเขาได้รับความไว้วางใจ เขาก็ไม่ซื่อสัตย์
               1.3  เมื่อเขาให้สัญญา เขาก็บิดพลิ้ว
               1.4  เมื่อเขาโต้เถียง เขาก็มีทิฐิ  (บันทึกโดยบุคอรี, มุสลิม)
          2.  ส่งเสริมให้ทำความดี จากพระดำรัสของอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) กล่าวไว้มีความว่า " และพวกเจ้าจงส่งเสริมกันในคุณความดีและความยำเกรง แต่อย่าส่งเสริมกันในเรื่องความเลว และการเป็นศรัตรูกัน " (ซูเราะฮฺอัลมาอิดะฮฺ อายะฮฺที่ 2)
          และจากวจนะของท่านศาสนทูตได้กล่าวไว้ความว่า มีบุคคลเจ็ดจำพวกที่อัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ให้ความร่มเย็นแก่พวกเขาในวันที่ไม่มีความร่มเย็นอื่น นอกจากความร่มเย็นของอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) คือ  1.  ผู้ที่ยุติธรรม  2.  คนหนุ่มสาวที่นมัสการต่ออัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ)  3.  คนที่หัวใจของเขาผูกพันอยู่กับมัสยิด  4.  คนสองคนรักกันในภารกิจของอัลลอฮฺและรวมหรือแยกกันเพื่อภารกิจของอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ)  5.  บุรุษหรือสตรีที่มีความงามเชิญชวนสู่การผิดประเวณี แต่ฉันกล่วว่า "ฉันกลัวอัลลอฮฺ"  6.  บุคคลผู้บริจาคทานโดยปกปิดจนมือซ้ายไม่ทราบถึงสิ่งที่มือขวาจ่ายออกไป  7.  บุคคลที่ระลึกอึงอัลลอฮฺด้วยความจริงใจและดวงตาของเขาทั้งสองมีน้ำตาไหลรินออกมา
          3.  การให้อภัยจากพระดำรัสของอัลลอฮฺ ได้ตรัสไว้ความว่า "เจ้าจงยึดมั่นกับการให้อภัย และจงใช้ให้กระทำแต่คุณธรรม และจงหันหลังจากบรรดาผู้โง่เขลา" (ซูเราะฮฺ อัลอะอฺรอฟ อายะฮฺที่ 199)
          4.  การเชิญชวนสู่การทำความดี จากพระดำรัสของอัลลฮฺ ได้ตรัสไว้ความว่า " จงเชิญชวนสู่แนวทางของพระเจ้าด้วยวิทยปัญญา และคำตักเตือนที่ดีงาม และจงตอบโต้พวกเขาด้วยวิธีการที่งดงามที่สุด" (ซูเราะฮฺอัลนะหฺลุ อายะฮฺที่ 125)
          5.  จุดหมายปลายทางแห่งชีวิต จากพระดำรัสของของอัลลอฮฺ ได้ตรัสไว้ความว่า "อนาคตแห่งความสุขนั้น เราได้บันดาลไว้สำหรับผู้ไม่ปรารถนาความสูงส่งในแผ่นดิน และไม่ปรารถนาการบ่อนทำลาย และวาระสุดท้ายที่ดีงามจะเป็นของบรรดาผู้ยำเกรงพระเจ้า" (ซูเราะฮ์อัลกอศอศ อายะฮฺที่ 83)
          และจากพระดำรัสของอัลลอฮฺอีกโองการหนึ่งตรัสไว้ความว่า " โอ้ อัลลอฮฺ โปรดประทานความดีงามแก่เราในโลกปัจจุบัน และโปรดประทานความดีงามในปรโลกและโปรดปกป้องเราให้พ้นจากนรกด้วยเถิด"
          จากข้อเขียนที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ผู้เขียนหวังว่าต่อจากนี้ไป สังคมมุสลิมเราคงเป็นสังคมที่สงบสันติ เมื่อพบกันสัมผัสกันด้วยรอยยิ้ม เพื่อรอรับการสนองตอบความเมตตาปราณีจกาเอกองค์อัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) และเพื่อการเสริมสร้างสันติสุขในสังคมมุสลิมและอิสลามต่อไป

 

วัสสลาม        

 

ที่มา : วารสาร ที่นี่ต้นสน ฉบับที่ 10 สิงหาคม 2549 เรียบเรียงโดย วุฒิวัย หวังบู่

 

ขอความสุขสันติจงประสบแด่ทุกท่าน