|
สู่แผ่นดินฮาราม
เช้าวันที่
14 มกราคม
ได้กำหนดที่พวกเราจะต้องเคลื่อนขบวนสู่แผ่นดินฮาราม
(แผ่นดินต้องห้าม) ณ
นครมักกะฮ์ ในวาระแรกนี้ฮุจยาตต้องครอง เอี๊ยะห์ราม1
และตั้งจิตที่จะทำพิธีอุมเราะห์
ซึ่งกำหนดอยู่ในข้อบังคับที่ผู้บำเพ็ญฮัจย์ต้องปฏิบัติ
ฮุจยาตชายนั้นต้องครองผ้าขาวโดยที่ผ้านั้นต้องไม่มีการตัดเย็บจำนวน
2 ผืน ใช้นุ่งผืนห่มผืน
คล้ายกับการครองผ้าของพระสงฆ์ในพุทธศาสนา
ส่วนหญิงสรวมเครื่องแต่งกายเหมือนกับการทำละหมาด
คือเป็นชุดที่ปกปิดตลอดร่างกาย
ยกเว้นเฉพาะใบหน้ากับมือ
จะเป็นสีใดไม่มีข้อบังคับ
ส่วนใหญ่ก็ใช้สีขาวกันเป็นหลัก
หลังจากละหมาดซุบฮิ (ก่อนตะวันขึ้น)
พวกเราขนสัมภาระไปขึ้นรถบัสเดินทางมุ่งตรงไปยังนครมักกะฮ์
เดินทางไปที่มีกอต
ซึ่งหมายถึงสถานที่ที่ฮุจยาตต้องไปตั้งจิตสำรวมใจเพื่อเข้าพิธีอุมเราะห์
มีกอตที่เราไปนี้มีชื่อเรียกว่า
"เบ็รอาลี"
เราเข้าไปในมัสยิดที่เบ็รอาลีเพื่อละหมาด สุนัต2
เอี๊ยะห์รามกัน
หลังจากนั้นฝ่ายวิชาการนำพวกเรากล่าว
ตัลบียะห์
3
โดยพร้อมเพรียงกัน
นั่นเป็นเครื่องหมายแสดงว่าหลังจากนี้ไปฮุจยาตทุกคนต้องอยู่ในกฏข้อบังคับการถือครองเอี๊ยะห์รามโดยเคร่งครัด
ซึ่งพวกเราก็พยายามระมัดระวังกันอย่างเต็มที่
เพราะถ้าหากผิดพลาดไปนั่นหมายถึงความเสี่ยงต่อการเสียบริสุทธิ์แห่งพิธีอุมเราะห์
อีกทั้งเราต้องเสียดัม4
เพื่อชดเชยข้อผิดพลาดนั้นๆ
ด้วย 
ชุดเอี๊ยะห์รามสำหรับชายและหญิง
ระยะทางจากมาดินะฮ์ไปมักกะฮ์
ประมาณ 400 กิโลเศษ
ใช้เวลาเดินทางร่วม 10
ชั่วโมง
ระหว่างทางก็เช่นเดิมคือแวะรับประทานอาหารเที่ยงหนึ่งมื้อริมทาง
ข้าวหุงเครื่องเทศกับไก่ทอดเหมือนเดิม
(แต่ครั้งนี้รู้สึกอร่อยสู้ครั้งแรกไม่ได้)
ต่อจากนั้นก็มุ่งตรงไปยังนครมักกะฮ์
ถึงมักกะฮ์ก็เข้าเวลามักริบพอดี
แวะประทับตราเข้าเมืองที่ศูนย์บริการผู้แสวงบุญ
มีเจ้าหน้าที่ศูนย์ฯนำกล่องอาหารว่าง
พร้อมน้ำซัมซัม (ZamZam)
มาแจกให้แก่ฮุจยาตทุกคน
หลังตรวจลงตราเข้าเมืองเรียบร้อยก็เริ่มออกเดินทางเข้าตัวเมืองมักกะฮ์
ผ่านหลักเขต "แผ่นดินฮาราม"
ซึ่งตรงนี้ทางฝ่ายวิชาการของคณะผู้จัดได้นำอ่านขอพรและกล่าวคำตัลบียะห์เสียงดังกระหึ่มรถทีเดียว
เมื่อเข้าเขตแผ่นดินฮาราม
ก่อนเข้าพักรถได้แวะที่ศูนย์บริการฮัจย์ซึ่งมีหน้าที่ดูแลฮุจยาตที่มาแสวงบุญ
(ทุกชาติที่นำฮุจยาตมาแสวงบุญจะต้องขึ้นกับศูนย์นี้
ซึ่งจะแบ่งเป็นโซน (ภาษาอาหรับเรียว่า
"มัคตับ"
คนไทยที่ไปแสวงบุญทั้งหมดถูกกำหนดให้อยู่
"มัคตับ 100"
มีเจ้าหน้าที่มาแจกป้ายและข้อมือแสดงสังกัด
(ป้ายนี้สำคัญมาก แซะห์ย้ำเสมอว่าอย่าทำหายและให้ติดตัวไว้ตลอดเวลา
จะให้ประโยชน์ตรงเวลาเราพลัดหลง
ซึ่งก็มีโอกาสเป็นไปได้สูง
ป้ายนี้จะมีรายละเอียดของมัคตับ
หากพลัดหลงเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในมักกะฮ์สามารถทราบสังกัดและนำตัวส่งคืนให้แต่ละมัคตับได้)
ที่พักของเราในมักกะฮ์นี้เป็นอาคาร
7 ชั้น กลางเก่ากลางใหม่
อยู่ในซอยแคบๆ ย่านตลาดบุดอาซึ่งเป็นย่านการค้าเก่า
ผู้คนพลุกพล่านจอแจมาก
มีดีตรงที่อยู่ไม่ไกลจาก มัสยิดิ้ลฮะรอม
(ฮะรอมมักกะฮ์)
ระยะทางประมาณ 300
เมตรเห็นจะได้
มองทางหน้าต่างที่พักก็สามารถเห็นฮะรอมมักกะฮ์ได้อย่างชัดเจน
เมื่อถึงที่พักทางแซะห์ได้จัดให้ฮุจยาตเข้าพักในแต่ละชั้นของอาคาร
ซึ่งคณะของพวกเราได้พักอยู่ในชั้นที่
4 , 5 และ 7 มีลิฟท์อยู่ตัวหนึ่งคงผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก
เก่าแก่และ
อืดอาดมาก
ข้าพเจ้าได้อยู่ชั้น 4
ร่วมกับรุ่นพี่เก่า 2
คนและเพิ่มรุ่นน้องทีมใหม่มาอีก
3 คน รวมเป็น 6 คน
ซึ่งต่อมาเราสนิทสนมกันมาก
เพราะได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกันหลายอย่าง
คืนนั้นประมาณ 3 ทุ่ม
หลังจากละหมาดอีซา แซะห์และทีมงานได้นำเราไปทำการตอวาฟ
(การเดินเวียนรอบ) ที่บัยตุลเลาะห์
7 รอบ
เสร็จแล้วละหมาดที่หลังมะกอมอิบรอฮีม
ต่อด้วยการทำสะแอ (เดินระหว่างเนินขาซอฟาและมัรวะฮ์
) อีก 7 เที่ยว
หลังจากนั้นจะทำพิธีตะฮัลล้ล
คือการโกนผม
หรือขลิบผมในผู้ชาย
ส่วนหญิงทำแค่ขลิบผม
ภารกิจในการทำพิธีอุมเราะห์ภาคบังคับ
(ที่ต้องเรียกว่าภาคบังคับเพราะยังมีภาคที่ไม่บังคับอีกส่วนหนึ่งด้วย
จะเล่าในโอกาสต่อไป)
บัดนี้ฮัจย์ส่วนหนึ่งได้เสร็จสิ้นไปหนึ่งขั้นตอนแล้ว
การครองเอี๊ยะห์รามรวมทั้งกฎข้องบังคับต่างๆ
ก็เป็นอันสุดสิ้นลง
กรณีนี้หมายถึงผู้ที่ตั้งใจทำอุมเราะห์ชนิดที่เรียกว่าตะมัตตัวะฮ์
คือทำอุมเราะห์เพียงอย่างเดียวก่อน
เอาไว้ทำฮัจย์แล้วค่อยตั้งจิตครองเอี๊ยะหรามอีกครั้ง
ส่วนใหญ่พวกเราเลือกแบบนี้ตามที่แซะห์ซึ่งมีประสบการณ์สูงแนะนำ
เหตุผลเพราะเรายังมีเวลาเหลืออีกมากกว่าพิธีฮัจย์จะเริ่ม
เกรงกันว่าฮุจยาตจะครองกฏเอี๊ยะห์รามกันไม่ไหว
จะต้องเสียค่าปรับที่เรียกว่าเสียดัมกันคนละมากมาย
(ดัมนี้หมายถึงดัมเล็ก
เป็นจำพวกข้าวสารอาหารแห้งที่ต้องนำไปให้แก่ผู้ยากไร้)
อันที่จริงแล้ว ทำฮัจย์แบบตะมัตตั๊วะอ์
นี้
ก็กำหนดให้เราต้องเสียดัมใหญ่
(การเชือดสัตว์พลีเพื่อนำไปแจกจ่ายเป็นอาหารสำหรับผู้ยากไร้
)
เช่นกันแต่เป็นการเสียครั้งเดียวตลอดรายการ
|
1
เอี๊ยะห์ราม
คือการเข้าสู่สภาวะต้องห้ามกระทำบางสิ่งบางอย่างสำหรับมุสลิมที่มีเจตนาทำอุมเราะห์หรือฮัจย์ที่นครมักกะฮ์เมื่อเข้ามาถึงเขตที่กำหนดไว้
(มีกอต)
2 คำว่า สุนัต หรือซุนนะฮ์
โดยทางวิชาการแล้วหมายถึงแบบอย่างการปฏิบัติคำสอนของนบีมุฮัมมัดและสิ่งที่ท่านยอมรับ
ฉนั้นละหมาดสุนัตจึงหมายถึงละหมาดที่มุสลิมถือปฏิบัติตามแบบอย่างท่านนบีฯ
นอกเหนือไปจากการละหมาด
5 เวลาตามบทบัญญัติแห่งอัลกุรอาน
3. ตัลบียะฮ์ เป็นถ้อยคำที่ผู้เดินทางไปทำอุมเราะฮ์หรือฮัจย์ต้องกล่าวออกมาหลังจากเข้าสู่สภาวะเอี๊ยะห์รามแล้ว
(บทเฉพาะกาล)
4. เสียดัม -หมายถึงการเสียค่าปรับหรือค่าทดแทนที่ได้กระทำการบกพร่องหรือละเมิดข้อห้ามต่างๆ
ระหว่างพิธีฮัจย์หรืออุมเราะห์
|
อ่านต่อหน้าถัดไป
|