สู่เส้นทางสายศรัทธา
การบำเพ็ญฮัจย์...สมบูรณภาพแห่งอิสลามิกชน
( 5 )



          สู่แผ่นดินฮาราม

kabah01.jpg (37916 bytes)

                เช้าวันที่ 14 มกราคม ได้กำหนดที่พวกเราจะต้องเคลื่อนขบวนสู่แผ่นดินฮาราม (แผ่นดินต้องห้าม) ณ นครมักกะฮ์ ในวาระแรกนี้ฮุจยาตต้องครอง เอี๊ยะห์ราม1 และตั้งจิตที่จะทำพิธีอุมเราะห์ ซึ่งกำหนดอยู่ในข้อบังคับที่ผู้บำเพ็ญฮัจย์ต้องปฏิบัติ ฮุจยาตชายนั้นต้องครองผ้าขาวโดยที่ผ้านั้นต้องไม่มีการตัดเย็บจำนวน 2 ผืน ใช้นุ่งผืนห่มผืน คล้ายกับการครองผ้าของพระสงฆ์ในพุทธศาสนา ส่วนหญิงสรวมเครื่องแต่งกายเหมือนกับการทำละหมาด คือเป็นชุดที่ปกปิดตลอดร่างกาย ยกเว้นเฉพาะใบหน้ากับมือ จะเป็นสีใดไม่มีข้อบังคับ ส่วนใหญ่ก็ใช้สีขาวกันเป็นหลัก หลังจากละหมาดซุบฮิ (ก่อนตะวันขึ้น) พวกเราขนสัมภาระไปขึ้นรถบัสเดินทางมุ่งตรงไปยังนครมักกะฮ์ เดินทางไปที่มีกอต ซึ่งหมายถึงสถานที่ที่ฮุจยาตต้องไปตั้งจิตสำรวมใจเพื่อเข้าพิธีอุมเราะห์ มีกอตที่เราไปนี้มีชื่อเรียกว่า "เบ็รอาลี" เราเข้าไปในมัสยิดที่เบ็รอาลีเพื่อละหมาด สุนัต2 เอี๊ยะห์รามกัน หลังจากนั้นฝ่ายวิชาการนำพวกเรากล่าว ตัลบียะห์ 3 โดยพร้อมเพรียงกัน นั่นเป็นเครื่องหมายแสดงว่าหลังจากนี้ไปฮุจยาตทุกคนต้องอยู่ในกฏข้อบังคับการถือครองเอี๊ยะห์รามโดยเคร่งครัด ซึ่งพวกเราก็พยายามระมัดระวังกันอย่างเต็มที่ เพราะถ้าหากผิดพลาดไปนั่นหมายถึงความเสี่ยงต่อการเสียบริสุทธิ์แห่งพิธีอุมเราะห์ อีกทั้งเราต้องเสียดัม4 เพื่อชดเชยข้อผิดพลาดนั้นๆ ด้วย 

ihram.jpg (22686 bytes)

ชุดเอี๊ยะห์รามสำหรับชายและหญิง

                ระยะทางจากมาดินะฮ์ไปมักกะฮ์ ประมาณ 400 กิโลเศษ ใช้เวลาเดินทางร่วม 10 ชั่วโมง ระหว่างทางก็เช่นเดิมคือแวะรับประทานอาหารเที่ยงหนึ่งมื้อริมทาง ข้าวหุงเครื่องเทศกับไก่ทอดเหมือนเดิม (แต่ครั้งนี้รู้สึกอร่อยสู้ครั้งแรกไม่ได้) ต่อจากนั้นก็มุ่งตรงไปยังนครมักกะฮ์ ถึงมักกะฮ์ก็เข้าเวลามักริบพอดี แวะประทับตราเข้าเมืองที่ศูนย์บริการผู้แสวงบุญ มีเจ้าหน้าที่ศูนย์ฯนำกล่องอาหารว่าง พร้อมน้ำซัมซัม (ZamZam) มาแจกให้แก่ฮุจยาตทุกคน หลังตรวจลงตราเข้าเมืองเรียบร้อยก็เริ่มออกเดินทางเข้าตัวเมืองมักกะฮ์ ผ่านหลักเขต "แผ่นดินฮาราม" ซึ่งตรงนี้ทางฝ่ายวิชาการของคณะผู้จัดได้นำอ่านขอพรและกล่าวคำตัลบียะห์เสียงดังกระหึ่มรถทีเดียว
                เมื่อเข้าเขตแผ่นดินฮาราม ก่อนเข้าพักรถได้แวะที่ศูนย์บริการฮัจย์ซึ่งมีหน้าที่ดูแลฮุจยาตที่มาแสวงบุญ (ทุกชาติที่นำฮุจยาตมาแสวงบุญจะต้องขึ้นกับศูนย์นี้ ซึ่งจะแบ่งเป็นโซน (ภาษาอาหรับเรียว่า "มัคตับ" คนไทยที่ไปแสวงบุญทั้งหมดถูกกำหนดให้อยู่ "มัคตับ 100" มีเจ้าหน้าที่มาแจกป้ายและข้อมือแสดงสังกัด (ป้ายนี้สำคัญมาก แซะห์ย้ำเสมอว่าอย่าทำหายและให้ติดตัวไว้ตลอดเวลา จะให้ประโยชน์ตรงเวลาเราพลัดหลง ซึ่งก็มีโอกาสเป็นไปได้สูง ป้ายนี้จะมีรายละเอียดของมัคตับ หากพลัดหลงเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในมักกะฮ์สามารถทราบสังกัดและนำตัวส่งคืนให้แต่ละมัคตับได้) 
                ที่พักของเราในมักกะฮ์นี้เป็นอาคาร 7 ชั้น กลางเก่ากลางใหม่ อยู่ในซอยแคบๆ ย่านตลาดบุดอาซึ่งเป็นย่านการค้าเก่า ผู้คนพลุกพล่านจอแจมาก มีดีตรงที่อยู่ไม่ไกลจาก มัสยิดิ้ลฮะรอม (ฮะรอมมักกะฮ์)  ระยะทางประมาณ 300 เมตรเห็นจะได้ มองทางหน้าต่างที่พักก็สามารถเห็นฮะรอมมักกะฮ์ได้อย่างชัดเจน เมื่อถึงที่พักทางแซะห์ได้จัดให้ฮุจยาตเข้าพักในแต่ละชั้นของอาคาร ซึ่งคณะของพวกเราได้พักอยู่ในชั้นที่ 4 , 5 และ 7 มีลิฟท์อยู่ตัวหนึ่งคงผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก เก่าแก่และ
อืดอาดมาก ข้าพเจ้าได้อยู่ชั้น 4 ร่วมกับรุ่นพี่เก่า 2 คนและเพิ่มรุ่นน้องทีมใหม่มาอีก 3 คน รวมเป็น 6 คน ซึ่งต่อมาเราสนิทสนมกันมาก เพราะได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกันหลายอย่าง 
               คืนนั้นประมาณ 3 ทุ่ม หลังจากละหมาดอีซา แซะห์และทีมงานได้นำเราไปทำการตอวาฟ (การเดินเวียนรอบ) ที่บัยตุลเลาะห์ 7 รอบ เสร็จแล้วละหมาดที่หลังมะกอมอิบรอฮีม ต่อด้วยการทำสะแอ (เดินระหว่างเนินขาซอฟาและมัรวะฮ์ ) อีก 7 เที่ยว หลังจากนั้นจะทำพิธีตะฮัลล้ล คือการโกนผม หรือขลิบผมในผู้ชาย ส่วนหญิงทำแค่ขลิบผม ภารกิจในการทำพิธีอุมเราะห์ภาคบังคับ (ที่ต้องเรียกว่าภาคบังคับเพราะยังมีภาคที่ไม่บังคับอีกส่วนหนึ่งด้วย จะเล่าในโอกาสต่อไป) บัดนี้ฮัจย์ส่วนหนึ่งได้เสร็จสิ้นไปหนึ่งขั้นตอนแล้ว การครองเอี๊ยะห์รามรวมทั้งกฎข้องบังคับต่างๆ ก็เป็นอันสุดสิ้นลง กรณีนี้หมายถึงผู้ที่ตั้งใจทำอุมเราะห์ชนิดที่เรียกว่าตะมัตตัวะฮ์ คือทำอุมเราะห์เพียงอย่างเดียวก่อน เอาไว้ทำฮัจย์แล้วค่อยตั้งจิตครองเอี๊ยะหรามอีกครั้ง ส่วนใหญ่พวกเราเลือกแบบนี้ตามที่แซะห์ซึ่งมีประสบการณ์สูงแนะนำ เหตุผลเพราะเรายังมีเวลาเหลืออีกมากกว่าพิธีฮัจย์จะเริ่ม เกรงกันว่าฮุจยาตจะครองกฏเอี๊ยะห์รามกันไม่ไหว จะต้องเสียค่าปรับที่เรียกว่าเสียดัมกันคนละมากมาย (ดัมนี้หมายถึงดัมเล็ก เป็นจำพวกข้าวสารอาหารแห้งที่ต้องนำไปให้แก่ผู้ยากไร้) อันที่จริงแล้ว ทำฮัจย์แบบตะมัตตั๊วะอ์ นี้ ก็กำหนดให้เราต้องเสียดัมใหญ่ (การเชือดสัตว์พลีเพื่อนำไปแจกจ่ายเป็นอาหารสำหรับผู้ยากไร้ ) เช่นกันแต่เป็นการเสียครั้งเดียวตลอดรายการ  



1
เอี๊ยะห์ราม คือการเข้าสู่สภาวะต้องห้ามกระทำบางสิ่งบางอย่างสำหรับมุสลิมที่มีเจตนาทำอุมเราะห์หรือฮัจย์ที่นครมักกะฮ์เมื่อเข้ามาถึงเขตที่กำหนดไว้ (มีกอต) 
2 คำว่า สุนัต หรือซุนนะฮ์ โดยทางวิชาการแล้วหมายถึงแบบอย่างการปฏิบัติคำสอนของนบีมุฮัมมัดและสิ่งที่ท่านยอมรับ ฉนั้นละหมาดสุนัตจึงหมายถึงละหมาดที่มุสลิมถือปฏิบัติตามแบบอย่างท่านนบีฯ นอกเหนือไปจากการละหมาด 5 เวลาตามบทบัญญัติแห่งอัลกุรอาน
3. ตัลบียะฮ์ เป็นถ้อยคำที่ผู้เดินทางไปทำอุมเราะฮ์หรือฮัจย์ต้องกล่าวออกมาหลังจากเข้าสู่สภาวะเอี๊ยะห์รามแล้ว (บทเฉพาะกาล)
4. เสียดัม -หมายถึงการเสียค่าปรับหรือค่าทดแทนที่ได้กระทำการบกพร่องหรือละเมิดข้อห้ามต่างๆ ระหว่างพิธีฮัจย์หรืออุมเราะห์
 

     อ่านต่อหน้าถัดไป